ลบความเชื่อผิด ๆ กินไข่ ไม่ได้ทำให้เกิดแผลนูน

ลบความเชื่อผิด ๆ กินไข่ ไม่ได้ทำให้เกิดแผลนูน

ลบความเชื่อผิด ๆ กินไข่ ไม่ได้ทำให้เกิดแผลนูน หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ถ้ากินไข่เยอะๆ จะทำให้เป็นคีลอยด์ แผลเป็นนูนขึ้นมา เลยทำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีประโยชน์อย่างไข่ไป

ลบความเชื่อผิด ๆ กินไข่ ไม่ได้ทำให้เกิดแผลนูน

ประเภทของแผลนูน

แผลเป็น

 แผลเป็นนูนเกิน หรือ hypertrophic scar : เป็นแผลเป็นที่โตนูน แต่ไม่เกินขอบเขตของแผลเดิม ในระยะแรกจะมีลักษณะนูน แดง คัน

  • การเกิด จริง ๆ แล้วยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไมบางคนถึงเกิด hypertrophic scar หรือแผลเป็นนูนเกิน แต่สาเหตุอาจจะพบได้จากการที่แผลเกิดในตำแหน่งที่ความตึงมาก เช่น บริเวณข้อต่อหรือกลางหน้าอก เป็นต้น แผลเป็นนูนเกินนี้มักจะพบได้มากในช่วงระยะ 6 เดือนแรก หลังจากนั้นก็จะค่อยๆยุบลง และจะกลับเข้าสู่แผลเป็นคงที่ (stable scar) มีลักษณะใกล้เคียงแผลเป็นปกติในช่วงประมาณ 1 ปีภายหลังเกิดแผล

 แผลเป็นคีลอยด์ : เป็นแผลเป็นที่โตนูน และขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลเดิมไปมาก

  • การเกิด จริง ๆ ก็ยังไม่ทราบสาเหตุของแผลเป็นคีลอยด์ แต่พบว่ามักจะเกิดในผู้ป่วยที่มีผิวสีเข้ม ในตำแหน่งที่เกิดได้บ่อย ได้แก่ หัวไหล่ ติ่งหูและกลางหน้าอก ส่วนหนึ่งพบในผู้ป่วยที่มีประวัติทางพันธุกรรม คือ มีประวัติการเกิดคีลอยด์ในพ่อหรือแม่ แผลเป็นคีลอยด์นี้เชื่อว่าเกิดจากการที่แผลเป็นมีการสร้างสารที่เรียกว่าคอลลาเจนมากเกินกว่าปกติ

กินไข่ไม่ได้ทำให้เกิดแผลนูน

การทานไข่ไม่ได้ทำให้เป็นแผลเป็น เป็นแผลนูน หรือเป็นหนอง อย่างที่หลายคนเคยเข้าใจ ตรงกันข้าม จะทำให้แผลหายได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะในไข่มีโปรตีนอยู่เป็นจำนวนมาก ที่เพียงพอจะซ่อมแซมส่วนที่ร่างกายขาดไปในเวลาที่เราเป็นแผลลึก ไม่ว่าจะเป็นแผลสด หรือแผลไฟไหม้ก็ตาม

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เป็นแผลนูนนั้นยังไม่มีคำอธิบายที่ขัดเจน แต่มีการสันนิษฐานว่า อาจเป็นแผลที่เกิดในตำแหน่งที่ผิวหนังมีความตึงมากๆ บริเวณข้อต่อ เช่น หัวเข่า ข้อศอก หัวไหล่ หรือกลางหน้าอก นอกจากนี้ยังมีแผลเป็นนูนอีกประเภทหนึ่ง ที่โตเกินขอบเขตของแผลเดิมไปมากรียกว่า แผลเป็นคีลอยด์ ที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มีสีผิวเข้ม เกิดขึ้นในตำแหน่งหัวไหล่ ติ่งหู กลางหน้าอก หรืออาจเป็นพันธุกรรมจากพ่อแม่

นอกจากนี้การนวดในบริเวณรอบ ๆ แผล หลังจากแผลหายสนิทราวๆ 3-6 เดือนแรก ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นนูนได้ ถ้าหากเป็นแผลขนาดใหญ่ หรือนวดได้ลำบากอย่างแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก อาจจะต้องใช้เครื่องมือพิเศษอย่างการใช้ผ้ารัดแผลก็ได้

แผลเป็น

การดูแลแผล

การรักษาแผลเป็นแต่ละชนิด ก็มีขั้นตอนการรักษาแตกต่างกัน ถ้าแผลเป็นแบบมีรอยดำรอยแดง ก็สามารถใช้ยาลดรอยดำรอยแดงได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงแสงแดด หรือทำเลเซอร์ลดรอยก็ช่วยได้แล้ว ส่วนแผลเป็นแบบยุบตัว ต้องทายากระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พวกกรดวิตามินเอ หรือกระตุ้นเนื้อเยื่อ ด้วยการผ่าตัดหรือเลเซอร์ก็ช่วยได้

ส่วนแผลเป็นแบบนูน และคีลอยด์ ต้องฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในแผลเป็น บางคนอาจต้องรักษาแผลเป็น ด้วยความเย็น และเลเซอร์ รวมไปจนถึงการฉายรังสีร่วมด้วย ซึ่งการรักษาแผลเป็นที่ฟังดูยากทั้งหมดนี้ ถ้าเราดูแลแผลตั้งแต่มีบาดแผลใหม่ ๆ ก็จะช่วยให้แผลเป็นเกิดขึ้นได้ยาก อันดับแรก ต้องดูแลแผลให้สะอาด อย่าไปรบกวนแผลมาก รวมถึงหลีกเลี่ยงการโดนน้ำจนกว่าแผลจะเริ่มแห้ง ถ้าเป็นแผลใหญ่ หรือมีการอักเสบควรให้หมอดูแต่เนิ่น ๆ เวลาแผลเป็นสะเก็ด ก็ห้ามแกะเด็ดขาด ที่สำคัญควรทายารักษาแผลเป็นช่วงที่แผลเริ่มสมาน ก็จะช่วยให้แผลเป็นเกิดขึ้นได้ยาก หรือเห็นแค่รอยแผลเป็นจาง ๆ ไม่ชัด

วิธีดูแลรักษาแผล ลดการเป็นแผลเป็น

  1. รักษาความสะอาดของแผล และผิวหนัง
  2. เมื่อแผลแห้งแล้ว ควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ที่สร้างใหม่ด้วยการทาโลชั่น หรือครีมเพื่อลดอาการคัน
  3. ใช้มือถูวนเบา ๆ เพื่อนวดบริเวณแผลเป็น
  4. ไม่ควรเกา หรือถูบริเวณที่มีอาการคัน เพราะอาจทำให้ผิวหนังถลอก และติดเชื้อได้
  5. ป้องกันผิวที่สร้างใหม่ จากการกระแทก หรือเสียดสี โดยสวมเสื้อผ้าปกคลุม หรือพันผ้ายืดไว้ตลอดเวลา ยกเว้นขณะอาบน้ำ เพื่อลดอาการบวม และลดการเกิดแผลเป็นนูน
  6. หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง